แผลริมอ่อน (chancroid) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi อาการที่พบได้คือแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนักซึ่งมักเจ็บ และอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวมกดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ลักษณะแผลเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้แน่นอนว่าเป็นโรคใด เพราะซิฟิลิส เริม ฝีมะม่วง การระคายเคือง และสาเหตุอื่นอาจดูคล้ายกันได้ หากมีแผลใหม่ควรงดเพศสัมพันธ์และไปตรวจที่คลินิกโดยเร็ว
แผลริมอ่อนเกิดจากอะไร และติดต่ออย่างไร
เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังหรือเยื่อบุที่สัมผัสกับแผลหรือสารคัดหลั่งระหว่างกิจกรรมทางเพศ การสอดใส่ทางช่องคลอดหรือทวารหนักไม่ใช่เงื่อนไขเดียว การสัมผัสแผลโดยตรงระหว่างกิจกรรมทางเพศก็อาจแพร่เชื้อได้ ระยะเวลาตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มมีอาการแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้วันที่เริ่มมีแผลเพื่อตัดสินว่าได้รับเชื้อจากใคร
โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีการสัมผัสเชื้อ ไม่ได้บอกถึงความสะอาด อัตลักษณ์ทางเพศ หรือจำนวนคู่นอน การมีแผลยังเพิ่มโอกาสรับหรือส่งต่อเอชไอวีได้ จึงควรรับการประเมินเรื่องเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นพร้อมกันตามเหตุสัมผัสจริง
อาการแบบไหนควรสงสัยแผลริมอ่อน
- มีตุ่มแดงหรือตุ่มหนองซึ่งแตกเป็นแผล แผลอาจเจ็บ มีขอบไม่เรียบ หรือมีเลือดออกง่าย
- มีแผลหนึ่งจุดหรือหลายจุดที่อวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือบริเวณที่สัมผัสเชื้อ
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบบวม กดเจ็บ หรือกลายเป็นก้อนหนอง
- แสบขณะปัสสาวะ เจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติ
แผลอาจอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นง่าย เช่น ภายในช่องคลอดหรือรอบปากมดลูก และบางคนมีอาการไม่ชัด ไม่ควรรอให้แผลใหญ่หรือเจ็บมากก่อนขอรับบริการ หากมีไข้ ปวดมาก ก้อนขาหนีบบวมแดงเร็ว มีหนองมาก ปัสสาวะลำบาก ตั้งครรภ์ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็ว

ทำไมดูจากแผลอย่างเดียวไม่ได้
คำจำง่ายที่ว่าแผลริมอ่อนเจ็บ ส่วนแผลซิฟิลิสไม่เจ็บ อาจช่วยให้สังเกตตัวเอง แต่ใช้วินิจฉัยไม่ได้จริง บางคนมีอาการไม่ตรงตำรา และอาจมีมากกว่าหนึ่งโรคพร้อมกัน คลินิกจึงพิจารณาประวัติเหตุสัมผัส ตรวจร่างกาย และเลือกตรวจซิฟิลิส เริม เอชไอวี หรือโรคอื่นตามความเหมาะสม การตรวจหาเชื้อแผลริมอ่อนโดยตรงอาจไม่มีให้บริการทุกแห่ง แพทย์จึงต้องใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน
หากเหตุสัมผัสเอชไอวีเกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อประเมินยา PEP โดยไม่ต้องรอผลตรวจทุกชนิด อ่านขั้นตอนเบื้องต้นได้ที่ ถุงยางแตกและการขอรับ PEP และดูข้อมูลการตรวจเพิ่มเติมที่ ตรวจ HIV หลังเสี่ยงเมื่อไร
ระหว่างรอตรวจควรทำอะไร
- งดเพศสัมพันธ์จนได้รับการประเมินและเจ้าหน้าที่แจ้งว่ากลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้ถุงยางหรืออุปกรณ์กั้นทุกครั้งและหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล
- ล้างด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง ไม่บีบ เจาะ แกะ หรือระบายก้อนที่ขาหนีบเอง
- ไม่ทายากัดแผล น้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้น สมุนไพร หรือยาสเตียรอยด์โดยไม่ได้รับคำแนะนำ
- จดวันที่เริ่มมีอาการ ตำแหน่งแผล เหตุสัมผัสล่าสุด ยาที่ใช้ การแพ้ยา และการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้คลินิกประเมินได้เร็วขึ้น

การรักษาแผลริมอ่อนและการติดตาม
แผลริมอ่อนรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่ผู้ให้บริการเลือกตามแนวทาง ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ยาอื่นที่ใช้อยู่ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน ไม่ควรซื้อยา เริ่มยา เปลี่ยนยา หรือใช้ยาที่เหลือของผู้อื่นเอง เพราะแผลต่างสาเหตุใช้การรักษาไม่เหมือนกัน และการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้อาการถูกบดบัง วินิจฉัยช้า หรือเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา
คลินิกอาจนัดติดตามเพื่อดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ หากแผลไม่ดีขึ้น ต้องกลับไปตามนัดเพื่อทบทวนการวินิจฉัย โรคร่วม การใช้ยา และภาวะที่ทำให้แผลหายช้า ก้อนหนองที่ขาหนีบบางกรณีต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแล ไม่ควรเจาะเอง คู่เพศสัมพันธ์ในช่วงที่เกี่ยวข้องควรได้รับการประเมินแม้ไม่มีอาการ เพื่อหยุดการส่งเชื้อกลับไปมา

ป้องกันแผลริมอ่อนได้อย่างไร
- ใช้ถุงยางอนามัยหรืออุปกรณ์กั้นให้ถูกวิธีตั้งแต่เริ่มจนจบกิจกรรมทางเพศ แม้อุปกรณ์กั้นอาจไม่ครอบคลุมแผลทุกตำแหน่ง แต่ช่วยลดการสัมผัสได้
- หยุดกิจกรรมทางเพศเมื่อพบแผล ตุ่ม หรือก้อนบวมผิดปกติ แล้วไปตรวจโดยไม่กล่าวโทษกัน
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามเหตุสัมผัส ตำแหน่งที่มีเพศสัมพันธ์ และคำแนะนำของคลินิก
- พูดคุยเรื่องผลตรวจ การป้องกัน และการรักษากับคู่ด้วยข้อมูลที่รักษาความเป็นส่วนตัว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลริมอ่อน
แผลเจ็บแปลว่าเป็นแผลริมอ่อนแน่นอนหรือไม่
ไม่แน่นอน เริม การบาดเจ็บ และสาเหตุอื่นก็ทำให้แผลเจ็บได้ ขณะที่อาการของแต่ละคนอาจไม่ตรงตำรา ต้องประเมินร่วมกับการตรวจที่เหมาะสม
แผลหายเองแล้วไม่ต้องตรวจได้หรือไม่
ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เพราะแผลจากซิฟิลิสอาจหายไปแม้เชื้อยังอยู่ และบางโรคมีช่วงที่อาการสงบ การตรวจช่วยแยกสาเหตุและวางแผนดูแลคู่ได้ถูกต้อง
รักษาแล้วกลับมาเป็นอีกได้ไหม
เป็นได้หากได้รับเชื้อใหม่ การรักษาครั้งหนึ่งไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวร จึงควรดูแลคู่และใช้วิธีป้องกันต่อเนื่อง

สรุปสิ่งที่ควรทำ
เมื่อพบแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก ให้หยุดการสัมผัสแผล ไม่ซื้อยารักษาเอง และไปตรวจโดยเร็ว แจ้งคลินิกทันทีหากเหตุเสี่ยงเอชไอวีอยู่ใน 72 ชั่วโมง รับการตรวจตามตำแหน่งและเหตุสัมผัสจริง ใช้ยาตามแผน และกลับไปติดตามหากอาการไม่ดีขึ้น พร้อมชวนคู่เข้ารับการประเมินโดยไม่ตีตราหรือกล่าวโทษ
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ